ตามรอยตรัสรู้ เมืองพุทธคยา, อินเดีย (BODH GAYA)

ตามรอยตรัสรู้  เมืองพุทธคยา, อินเดีย (BODH GAYA)


First time in INDIA | อินเดีย จากที่ได้แต่คิด

PART II

(Bodh Gaya)

Bodh Gaya, Feel the faith under the Bodhi tree

**อ่าน Part แรกก่อนนะ @ http://mithuna27.com/th/india-first-time/
แค่ก้าวเข้ามา ก็รับรู้ถึงพลังแห่งศรัทธาใต้ต้นศรีมหาโพธิ์

ขอเปลี่ยนอารมณ์แปร๊ฟนะ ขอเป็นสาวจิตใจงาม มาอินในพระพุทธศาสนาจริงๆจังๆกันซักวันสองวัน
และใช้สำนวนการเขียนแบบที่ไม่ค่อยได้ใช้ในบทความอื่นๆ

ที่นี่เรามองเห็นผู้ศรัทธาในศาสนาพุทธทุกเชื้อชาติเดินทางมารวมกันที่วัดมหาโพธิ์ที่ๆพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้
ทั้งพระทิเบต พระไทยและคนธรรมดาที่นับถือในพระพุทธเจ้า มาค้างแรม สวดมนต์ นั่งสมาธิอยู่ที่นี่ ทุกคนดูตั้งใจ ทุกอย่างดูสงบเย็น
เราชอบสายตาของความศรัทธาของผู้คนที่มาที่นี่ มองเข้าไปเราเห็นความเชื่อในนั้น มันแรงกล้าจนเราขนลุก
ถ้าใครจะมาที่นี่ ขอให้มาด้วยความตั้งใจจะซึมซับจริงๆ มาด้วยความศรัทธา ระหว่างเดินทางมาก็ขอให้นึกถึง
ว่าเรากำลังจะมาในที่ที่ศาสดาเอกของโลก ทรงตรัสรู้ธรรมอันชอบ และสัจธรรมบนโลกนี้ ได้ด้วยตัวพระองค์เอง

9 hours on the train

ชีวิต 9 ชั่วโมงบนรถไฟ First Class รถไฟเตียงสองชั้นที่มีผ้าห่มสากยิ่งกว่าหนังช้าง
แต่แปลกที่เรากลับหลับสนิทเป็นตายภายใต้ผ้าห่มหนังช้างนั่นแบบไม่สนความน่ากลัวที่สถานีรถไฟ หรือเรื่องที่ตัวเองมโนไว้ทั้งหมด
มาตื่นอีกทีตอนนาฬิกาปลุก 7 โมง คนอินเดียส่วนใหญ่ตื่นกันแล้วล่ะ มองลงไปเห็นป้าแขกเตียงด้านล่างตื่นอยู่ก่อนแล้ว
แกนั่งเหมือนครุ่นคิดอะไรอยู่ริมหน้าต่าง สายตามองออกไปยังดินแดนอันกว้างใหญ่ด้านนอก
แสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านม่านสีแดงอิฐเข้ามาตกกระทบเข้ากับแกพอดี สลับกับเงาไม้ที่วิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เป็นภาพที่สะกดให้ต้องมองอยู่พักนึง ก่อนที่จะละสายตาจากแกออกไปยังพื้นที่กว้างใหญ่ด้านนอก

ทีนี้รู้สึกถึงความตัวเล็กของเราที่กำลังเดินทางพาตัวเองออกมายังโลกกว้างๆในดินแดนใหม่ ท่ามกลางผู้คนและวัฒนธรรมที่ไม่คุ้นเคย
ยาวออกไปเป็นผืนแผ่นดินกว้างสุดลูกหูลูกตา มีบ้านเรือนริมทางบ้าง มีเกษตรกรรมบ้าง บางช่วงก็มีแค่ผืนแผ่นดินแห้งแล้งไร้ซึ่งสิ่งปลูกสร้างใดๆ
ความรู้สึกแบบนี้แหละที่เราชอบมากที่สุด ความโล่งใจ สบายใจอย่างบอกไม่ถูก ในขณะที่หัวใจมันพองโตอยู่ข้างใน
รู้สึกว่ามันยังมีอะไรใหม่ๆที่เรายังไม่เคยได้เห็น ไม่เคยได้รู้สึกและสัมผัสกับมันอีกมากมายเหลือเกิน
ความรู้สึกโล่งสบาย ไม่ต้องเป็นกังวลอะไรสักอย่าง ทิ้งทั้งเรื่องงาน เรื่องหนักใจ ปัญหาความไม่สบายใจต่างๆ
มันช่างดูเป็นเรื่องเล็กน้อยจังเลยเมื่อเราได้เอาตัวเองออกมาจากตรงนั้น นี่ที่ผ่านมาเราเอาเรื่องเล็กๆเหล่านั้นมาใส่ใจให้ตัวเองไม่มีความสุขได้ยังไงนะ

ความรู้สึกแบบนี้เราเรียกมันว่า “ความรู้สึกของผู้ที่ได้ออกเดินทาง”

เราว่ามันไม่ใช่แค่ความรู้สึก อันที่จริงมันกลับมีผลอะไรบางอย่างเข้าไปถึงจิตวิญญาณ มันเหมือนได้เข้าใกล้ความเป็นธรรมชาติเข้าไปอีก
สิ่งที่มนุษย์ได้สร้างขึ้นที่เราคิดว่ามันยิ่งใหญ่ สิ่งที่เราจมอยู่กับมันมาโดยตลอดนั้น พอได้ออกมาสัมผัสกับธรรมชาติที่เป็นต้นกำเนิดของชีวิตจริงๆ
สิ่งเหล่านั้นมันกลับกลายเป็นเพียงแค่เศษผงเล็กๆไปในทันที

IMG_1917klove1891203_612547322160039_860922893_n-2

ใกล้ถึงพุทธคยาแล้วล่ะ เราลุกมาล้างหน้าด้วยทิชชู่เปียกกับน้ำขวดที่เตรียมมา
อยากเข้าห้องน้ำนะ แต่ดูสภาพแล้ว ไม่ไหวจริงๆ ทนไปเข้าที่วัดไทยที่นู่นเลยดีกว่า

DSCF5109 black

ในรถไฟก็ได้คุยกับคนอินเดียอีก เป้ให้ DOZO เขากิน เขาหักแบ่งกันชิมทั้งครอบครัวเลยแฮะ แล้วก็ให้ให้ช๊อกโกแล็ตกลับมา 1 ห่อใหญ่
จริงๆคนแขกก็ใจดีนะ น่ารักดี  เรานอนรถ First Class กันก็เลยเจอคนที่โอเค ตามฐานะสภาพกันไป
ใกล้ถึงพุทธคยาละ วิวข้างนอกดูเป็นวิวที่น่ามองมากขึ้น หลังจากที่เห็นแต่พื้นที่แห้งแล้งมาซักพัก

Funny Indian

9  โมงพอดี ถึงแล้วพุทธคยา
ลงมาปุ๊บก็ได้กลิ่นอะไรก็ไม่รู้ บรรยายไม่ถูก อบอวลทั่วสถานีไปหมด แล้วสายตาก็กวาดไปเจอต้นตอ ชัดเลยย! หนึ่งในที่มาของไอ้กลิ่นที่ว่านี้
‘คนยืนฉี่’ ยืนแบบเรียงกันที่กำแพงสถานี เรางี้หยิบกล้องออกมาถ่ายแทบไม่ทัน ตอนนี้เรามีรูปเด็กอึแล้ว ขาดอีกอย่างเดียวคือรูปคนฉี่นี่ล่ะ
พลาดมาหลายครั้งแล้ว ถ่ายไม่ทันซักที  ครั้งนี้เราต้องทำให้ Mission เรา Complete ให้ได้!!
และในที่สุดก็ทำสำเร็จ ถ่ายมาได้คนนึงแน่ะ Mission Complete แล้ววว ปรบมือออ!
1901272_611830742231697_1128825276_n-2

At the station with พี่แขก
เราเริ่มสัมผัสนิสัยของพวกเขามากขึ้นทีละนิดละ ในภาพลักษณ์ที่ใครๆก็มองว่าขี้โกง เรารู้สึกว่า เฮ้ย ก็มีความขี้เล่น อารมณ์ดี แฝงอยู่ในนั้นเหมือนกันนะ
ในรูปนี่คือเราจะถ่ายรูปกับโบกี้รถไฟ แต่พี่แขกด้านในดันแลบลิ้นปลิ้นตาใส่กล้อง เราเลยต้องเปลี่ยนใจมาถ่ายกับพี่แขกแทน
ซักพักก็เริ่มมาอีกคนสองคน ถ้าอยู่นานกว่านี้มีหวังได้ถ่ายกันครบทั้งโบกี้
DSCF5130 IMG_1878

Gimme more!

รีบขึ้นรถ Auto ไปหาวัดไทยกัน  การขับรถเหมือนเดิม บีบแตรกันดังสนั่นจนหูชา แล้วก็ปาดกันไม่กี่เซนเหมือเดิม
เอาจริงๆคนขับรถที่นี่ต้องเป็นคนที่มี skill การกะระยะเก่งมากๆอ่ะ  เหมือนจะขับทับวัวหลายรอบละ แต่ก็เฉียดไปแค่ปลายนิ้วมือ
โกลกาตาว่าลุ้นในการขับรถแล้ว ที่นี่ยิ่งกว่า ฝุ่นก็เยอะมากๆ กันดารสุดๆ ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อต้องนั่งประคองคอกันไป ไส้งี้แทบจะมารวมกันอยู่ที่เท้า
มีลำบากกว่านี้อีกไหม จัดมาาา!!

On the way to town & Cow’s poop

วัวเป็นสิ่งศักดิ์ แล้วอึวัวจะไม่เป็นสิ่งศักดิ์ได้อย่างไรจริงไหม ตรรกะถูกต้องทุกอย่าง ปอจะไม่เถียงค่ะ
ตามทางเห็นเขาเอาอึวัวมาใส่กำมือแล้วคลึงให้มันเป็นก้อนกลมๆแบนๆ ไงต่อ ก็แปะเข้าไปที่ฝาผนังนั่นแหละ
มันจะเป็นทรงเหมือนกุ้ยช่าย มีรอยนิ้วมือเบาๆเป็น Cow’s poop art เขาทำไปเพื่ออะไร เดาดิ??
เราไป search มา อึวัวนี่กันสิ่งชั่วร้ายเข้าบ้านได้ และดึงสิ่งดีๆเข้าบ้าน  จริงๆแล้วมันไม่ใช่อย่างนั้นหรอก
ตอนเขาปั้นเขาใส่เศษฟาง เศษหญ้าแห้งๆลงไปด้วย ปั้นเป็นก้อนๆแล้วโปะๆเรียงรายกัน รอให้มันแห้ง พอมันแห้งมันก็หล่นลงมา
พอมันหล่นลงมา เขาก็เอามาทำเชื้อเพลิงใช้ในบ้าน เก็บไว้นานๆก็ได้ ทำอย่างนี้ก็จะมีเชื้อเพลิงใช้ไม่มีวันหมด
เชื้อเพลิงนี้ขายได้ จุดไฟได้ มีค่า มีราคา เป็นไงล่ะ ภูมิปัญญาล้วนๆ!

DSCF5154ไม่ได้ถ่ายรูปกำแพงอึวัวมา เพราะรถมันสั่นมาก ระหว่างทางถ่ายได้เท่านี้จริงๆ นี่คือรูปที่ดีที่สุดระหว่างทางเข้าเมือง

Thai temple & First Thai food

วัดไทยพุทธคยาและ อาหารไทยมื้อแรก

ถึงแล้ววัดไทย แค่เห็นตัวอักษรไทยก็รู้สึกอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก เหมือนได้กลับบ้าน เหมือนได้เจอเพื่อน
เราจองกันมาก่อนหน้านี้แล้วผ่านทาง facebook ของทางวัด เขาบอกว่ามีห้องว่างอยู่พอสำหรับเราสามคน
แล้วก็เข้าไปคุยกับทางพระคุณเจ้า เอาหลักฐานต่างๆให้ท่านดู ก่อนที่ท่านจะพาไปยังห้องพัก

วัดไทยพุทธคยา
ถือเป็นวัดไทยแห่งแรกในประเทศอินเดีย
เกิดจากรัฐบาลอินเดียจัดฉลองพุทธศตวรรษหรือ พุทธชยันตี (วันวิสาขบูชา) พ.ศ. 2500
พี่แขกเขาก็เชิญชวนชาวพุทธทั่วโลกมาร่วมสร้างวัดในแบบของตัวเองไว้ในพุทธคยาดินแดนต้นพุทธอุบัติภูมิ โดยประเทศไทยเนี่ยได้ทำการตอบรับและเข้าไปสร้างวัดเป็นชาติแรกนั่นก็คือวัดไทยพุทธคยาแห่งนี้นั่นเอง
แล้วใกล้ๆนี้ก็ยังมีวัดญี่ปุ่น วัดทิเบตอีก เดี๋ยวตามไปดูกัน

DSCF5158

ระหว่างรอก็มีควานช้างขี่ช้างเข้ามา พระคุณเจ้าก็ให้น้ำมันกิน กินไปกินมามันก็เล่นใหญ่เลย
ท่านเลยฉีดน้ำให้มันได้เล่นสนุกสนาน น่ารักกกก <3
DSCF5162

ร้านที่นี่อยู่ในวัด ด้านหน้า ชื่อร้าน ‘ตักบาตร’ นั่งคุยกันกับพี่ที่ดูแลร้านอยู่พักนึงเลย แบบว่าคิดถึงคนไทย
สั่งอาหารไทยมากิน มื้อแรกตั้งแต่มาอินเดีย คิดถึงแทบขาดใจจจ  เข้าใจอารมณ์มั๊ย ที่ผ่านมา กินโรตี กินแกง กินแป้งมันๆชีสๆ
คิดถึงข้าวววว อยากกินข้าววววว ข้าวหอมๆนุ่มๆ ไข่ดาวทอดแบบกรอบนอกนุ่มในแบบไทยๆ ที่เหมือนจะ overcook แต่มียางมะตูมข้างใน
กินเข้าไปคำแรกน้ำตาจะไหลรินน

DSCF5171

The best toilet, I almost tear

คือห้องน้ำมันมี “ที่ ฉีด ก้นนนน” ด้วยยยยยย ขอน้ำตาไหลอีกที T-T

จากที่ผ่านๆมา ห้องที่นี่ดีม๊ากกที่สุดแล้ว มี 5 เตียง นอนกันเข้าไปสิ ห้องน้ำก็ดี๊ดี ปลื้มมม
(ขอโทษทีที่ post นี้สัญชาติญาณการ snap ภาพไม่ค่อยจะมีละ พลังหมด เลยลืมถ่ายห้องมาซะงั้น)

โอเค เป็นปลื้มกับที่ฉีดก้นในห้องน้ำไปแล้ว เอาของเก็บแล้ว ถึงแม้เตียงมันจะยั่วกิเลศให้เราลงไปนอนสลบแค่ไหนก็ต้องตัดใจ
ออกเดินทางไปพระมหาเจดีย์กันเถอะ

Bodh Gaya people

ระหว่างทางเราก็ได้เห็นวิถีชีวิตคนท้องถิ่นของที่นี่ ถนนใหญ่ที่นี่จะเป็นถนนลาดยางเก่าๆเต็มไปด้วยฝุ่น
ทั้งสองข้างเต็มไปด้วยมีพ่อค้าแม่ค้าตลอดทาง อยากซื้ออะไรก็หยิบมาปัดๆฝุ่นซักหน่อยก่อนก็ถือว่าใช้ได้

มาเริ่มด้วย ‘ช่างตัดผม’  ตัดกัน Outdoor ชิลลอย่าบอกใคร
บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ก็ reuse กันไปตามหลัก 3R (reduce reuse recycle ที่นี่เค้าใช้กันครบทั้ง 3R กันไปเลย)
จะขวดน้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำยาล้างคราบเปื้อนอะไรก็ได้ที่หมดแล้ว เอามาใส่น้ำฉีดหัวคนได้หมดค่ะ
ร้านนี้เราขอถ่ายรูปไปตามมารยาทอย่างที่ทำทุกที แต่พี่แกพูดอะไรไม่รู้ เราฟังไม่รู้เรื่อง เลยใช้หลักมโนไปเองว่าไม่ส่ายหัวคือถ่ายได๊
ถ่ายๆไปพี่แกดันหันมาเห็น หน้าของพี่แกโหดจนขนแบบลุกวูบ ในใจคิดว่า เอาแล้ว จะโดนแขกด่าก็คราวนี้ล่ะ
แล้วพี่แกก็เล็ง Foggy บรรจุภัณฑ์ reuse มาใส่หน้าเรา เราเลยกด shutter ถ่ายรัวๆ
จากนั้นพี่แกเห็นเรายังถ่ายอยู่ ก็กดบรรจุภัณฑ์ reuse ฉีดๆๆฟี๊ดๆๆใส่ เล่นเอาเราหมุนตัวเอากล้องหลบแทบไม่ทัน
นี่พี่จะเล่นสงกรานต์กับหนูใช่ไหมคะ รู้น้อยไปซะแล้วค่ะพี่ นี่มันเทศกาลของประเทศหนูนะคะ เดี๋ยวหนูก็เปิดเพลงเต้นกับเพื่อนตรงนี้ซะเลย
(ไม่ฉีดน้ำกลับหรอก น้ำขวดหนูมีค่ามาก เอาไว้กินอย่างเดียวเท่านั้น ขาดไปตายอย่างเขียดคร่า)
สรุปแล้วโดนน้ำนิดหน่อย น้ำปริศนา.. น้ำอะไรก็ไม่รู้สีเหลืองๆในขวดนั่น.. ก็เอาทิชชู่เปียกเช็ดกันไป เขาฉีดหัวเพื่อนเขาได้ มันคงไม่เป็นไรหรอก
โดนแค่น้ำ ก็ยังดีกว่าโดนเขวี้ยงมาทั้งบรรจุภัณฑ์ล่ะนะ
แต่ดูหน้าพี่แขกแล้วเขาก็ยิ้มๆอยู่นะ เหมือนแอบสนุกเบาๆ เสียดายที่เขาพูดอะไรเราไม่รู้รื่อง เลยเดาไม่ออกว่าเล่นหรือไล่
แต่ถ้าไล่ก็ไปก็ได้ ถ้าพี่จะไล่หนูคิ้วท์ขนาดนี้อ่ะนะDSCF5217

นี่ก็อีกร้านใต้ร่มไม้ ร้านนี้ใจดีทั้งคนตัด และลูกค้า ดูเหมือนจะชอบถ่ายรูปกันหมด
เขาชวนคุยเรื่องเทศกาลโฮลี ว่าเล่นโฮลีไหมเดี๋ยวเขาจะเอาสีมาสาด เราก็บอกว่า never mind, never mind.
ถึงจะอัธยาศัยดีแต่ก็ถ่ายมาได้นิดเดียว เพราะเขาเริ่มมาขำกับเราจนไม่ค่อยมีสมาธิละ เรากลัวเขาจะตัดพลาดไปโดนหูพี่ที่นั่งอยู่ ฮ่าๆDSCF5609

ใครๆก็เทินของขึ้นหัวกันหมดแหละ
โดยเฉพาะสาวๆนี่อย่าได้ไป Underestimate ! เขามีวิธีของเขา ซึ่งเขาจะบอกเลยว่า มันดีกว่าการยกเย้อออ

DSCF5650

ขนมรู!!
นี่คือขนมอินเดีย จริงๆมันชื่อ ปานิปุริ (Pani Puri) มันจะเป็นก้อนแป้งทอดกรอบกลมๆกลวงๆ เวลาจะกินคือเอานิ้วโป้งยัดเข้่าไปให้เกิดเป็นรูๆ (ก็เลยเรียกขนมรูซะเลย 55) แล้วเอาน้ำซอสหยอดเข้าไปแล้วกิน (ซอสประกอบด้วย มันฝรั่ง ถั่วลูกไก่ หอมใหญ่ น้ำมะขามและอื่นๆแล้วแต่สูตร) อันนี้ไม่ได้ลองอ่ะ เห็นพี่แกเอานิ้วโป้งบรรจงยัดเข้าไปแล้วใจไม่กล้าพออออ
ps.เหมือนกำลังโดนคนจับได้ว่าแอบถ่ายรูป >.<DSCF5201 DSCF5603

Souvenir ของฝากคิ้วท์ๆ

ข้างทางมีแหวนกำไลให้เลือกเยอะแยะอยู่ เราเลือกปิ่นมา ps. แหวนด้านล่างนี่ซื้อมาจากโกลกาตา เราชอบนะ น่ารักดี
เครื่องประดับจะเป็นพวกหิน ลูกปัดซะส่วนใหญ่ ซื้อที่นี่ถูกมาก ตอนเราไปเลห์ ลาดักห์ แพงกว่าเป็นเท่าตัว แถมที่นี่ยังต่อได้อีกนะ
DSCF6939-2
**“มานี่ โคโล”
**เป็นของฝากที่มีประวัติตลกดี
แต่เป็นอันที่ซื้อมาแล้วใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลย ฮ่าๆๆ ไม่แนะนำให้ซื้อฝาก แต่ซื้อมาเก็บเองก็น่ารักออยู่
เราเห็นคนทิเบตเขาสวดมนต์แล้วหมุนอันนี้ไปด้วยแต่อันใหญ่มาก ออกมาข้างนอกเจออันจิ๋วๆแล้วน่ารักดี เลยซื้อมา
เราเอาไปนั่งหมุนเล่นในร้านกาแฟ (นั่งเล่น free wifi อยู่น่ะเอง) พระทิเบตเห็นเข้าเลยบอกให้ฟังว่ามันเรียกว่า ‘มานี โคโล’
มันก็คือ Prayer wheels เป็นเครื่องประกอบการสวดมนต์ของชาวทิเบต เอาไว้หมุนๆๆระหว่างการสวดมนต์
ด้านในมีมันตราหรือบทสวดมนต์เขียนว่า ‘อม มานี เปเม ฮง’ เขียนต่อๆกันเป็นกระดาษแผ่นยาวๆ ม้วนขดเอาไว้

สรุป** “มันคือเครื่องทุ่นแรงในการสวดมนต์นั่นเอง”**
อย่างเกร๋อ่ะ คิดดูนะ เราสวดแค่รอบเดียว แต่หมุนมานีโคโลซึ่งมีบทสวด 3000 จบม้วนอยู่ด้านใน 1รอบ
นั่นถือว่าเราสวดไป 3001 จบแล้ว หมุนสี่รอบคือสวดไป 12,001 จบเลยนะ บร๊ะะะ ล้ำเว่อร์
นี่เขาคิดกันมานานแล้วตั้งแต่สตี๊ฟจ๊อบยังไม่ได้เริ่มคิดเรื่องคอมพิวเตอร์เลยนะ ฉลาดสุดๆอ่ะ นั่ลลั๊ค

DSCF6934-2

The Goat as a Pet

เดินไปไหนก็เจอแต่คนจูงแพะเหมือนเป็นสัตว์เลี้ยง เดินเล่น ชิคๆคลูๆ ที่นี่เขาไม่เลี้ยงหมากันหรอกนะ มันกินไม่ได้ ฮ่าๆๆ

DSCF5405DSCF5173 DSCF5197

Colour-Block Style

สาวอินเดีย
พวกนางชอบใส่ส่าหรีสีสันสดใส โดยเฉพาะเด็กๆนี่จะใส่ได้สองชิ้น ดังนั้นก็เพลินขุ่นแม่ล่ะค่ะ พวกลูกๆก็จะโดนจับใส่สีที่ตัดกันสุดชีวิต
หันไปแบบไม่เตรียมใจอาจได้ตาบอด เหลือง-ชมพู น้ำเงิน-ส้ม นำ Trend Color-block สุดๆ
หรือจริงๆ Trend นี้อาจจะได้แรงบันดาลใจมากจากพวกนางก็เป็นได้นะ ทักษะคนที่นี่เลือกสีเป็นเลิศนะคะ ไม่ใช่แค่เฉพาะผู้หญิงด้วย
เรียกได้ว่าจากไกลๆนี่เห็นเสื้อมาก่อนโครงหน้าอีกค่ะ น่าร๊ากก
สีที่พวกนางโปรดที่สุดและเห็นบ่อยสุดคือสีแดงกับชมพูค่ะ บางคนที่ใส่สีอื่นก็จะแอบมีการใช้ item สีแดง, ชมพู ให้เห็นอยู่บ่อยๆ

DSCF5225

ต่อจากนี้จะมีพุทธประวัติเป็นหลักละนะ  ลุยยย

Bodh Gaya (Mahabodhi Temple)

Place of Buddhas Enlightenment

พุทธคยา หรือ วัดมหาโพธิ์ ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกด้านวัฒนธรรมขององค์การยูเนสโกด้วยนะ
ที่นี่อยู่ในอำเภอคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย ไกลออกมาทางทิศตะวันตกของแม่น้ำเนรัญชรา 350 เมตร
*(ยังจำได้ไหม แม่น้ำเนรัญชรา ก็คือแม่น้ำที่พระพุทธเจ้านำถาดข้าวมธุปายาสของนางสุชาดามาลอยเสี่ยงบารมี อธิษฐานว่า
หากได้บรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ขอให้ถาดไหลทวนกระแสน้ำขึ้นไป ซึ่งถาดได้ไหลทวนกระแสน้ำขึ้นไปจริงตามคำอธิษฐาน)

4 steps of Bodh gaya’s history
~พุทธศัตวรรษที่3 พุทธคยาได้ถูกสร้างขึ้นและได้รับการบำรุงรักษาเรื่อยมา (Made in สมัยพระเจ้าอโศก)
~พุทธศตวรรษที่ 17 ถูกทำลายโดยกองทัพมุสลิมที่บุกเข้ามา แล้วจากนั้นก็โดนปล่อยทิ้งร้างเนิ่นนาน (Damaged by Muslim Army)
~พศ 2133 ถูกฮินดูครอบครองและพยายามดัดแปลงเป็นวัดฮินดู* (Dominanced by โคเสนฆมัณฑิคีร์ นักบวชชาวฮินดู)*
~พศ 2417 กษัตริย์พม่าเข้ามาขอทำการบูรณะปฏิสังขรณ์บางประการ  (Powered by พระเจ้ามินดง กษัตริย์พม่า)

4 important things in Bodh gaya
สิ่งระรึกถึงที่สำคัญมี 4 อย่างหลักๆคือมหาโพธิ์เจดีย์, พุทธเมตตาด้านในเจดีย์, แท่นวัชรอาสน์ และต้นศรีมหาโพธิ์

ก่อนจะเข้าต้องฝากของ ฝากกล้องให้เรียบร้อย ใครจะเอากล้องเข้าให้จ่ายเงินค่ากล้องด้วย 100รูปี (50บาท)
แต่มือถือห้ามนำเข้ามาเด็ดขาด ให้ฝากไว้ด้านนอกเท่านั้น
เป็นระบบรักษาความปลอดภัยของที่นี่ และป้องกันการเกิดเสียงโทรศัพท์รบกวนภายในบริเวณสถาณที่ศักดิ์สิทธิ์นี้
ส่วนรองเท้าแนะนำให้ใส่ถุงพลาสติกยัดใส่กระเป๋าเข้าไปด้วย ไม่งั้นหายหมดโดยเฉพาะยี่ห้อแมสๆ NIKE Adidas

มหาโพธิ์เจดีย์

เป็นเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมสูงประมาณ 51 เมตร มีสองชั้น ชั้นล่างเป็นที่ตั้งของพระพุทธเมตตา เป็นที่กราบไหว้บูชา ชั้นที่สองเป็นห้องเจริญภาวนา

DSCF5257 DSCF5263

Buddha Metta

พระพุทธเมตตา
เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยแบบศิลปะปาละ เป็นตัวเทนของพระพุทธเจ้าตอนที่บำเพ็ญเพียร เอาชนะหมู่มารแล้วได้บรรลุธรรมค่ะ 

เรื่องเขา เล่ามา
พระพุทธเมตตาเป็นพระพุทธรูปที่รอดจากการทำลายของพระเจ้าศศางกา(กษัตริย์ชาวฮินดู) อายุราว 1,400 ปีแล้ว
พระเจ้าศศางกาไม่ต้องการอยู่ภายใต้การปกครองของแคว้นมคธ จึงตีพุทธคยาซึ่งเป็นหัวใจของชาวพุทธ และสั่งให้เผาทำลายทั้งต้นโพธิ์และพระพุทธเมตตาทิ้ง เรียกได้ว่าการทำลายครั้งนี้ถูกสั่งให้ตัดกิ่งก้านสาขา ส่วนรากทั้งหมดไม่ว่าจะชอนไชไปที่ใดให้ขุดเผาไม่ให้เหลือ แต่เสนาบดีที่รับคำสั่งมาทำลายพระพุทธเมตตา ดันเกิดความศรัทธาขึ้นมา จึงทำการโบกอิฐปูนบังพระพุทธเมตตาและแท่นบูชาเอาไว้แทน เมื่อเสนาบดีทำการซ่อนเร็จแล้ว ก็ไปทูลบอกพระเจ้าศศางกาว่าได้ทำลายพระพุทธเมตตาจนสิ้นไปแล้ว พระเจ้าศศางกาได้ฟังแทนที่จะดีใจ กลับเสียใจมากจนเลือดไหลออกปากและจมูก ล้มลงสิ้นใจ ณ ที่แห่งนั้น เป็นวันที่ 7 นับจากได้ทรงสั่งให้เผาทำลายพอดีค่ะ

ที่นี่คนจะเข้ามาสวดมนต์และนั่งสมาธิบ้าง แต่น้อยกว่าข้างนอกเพราะที่เล็กและแคบ เวลามีนักท่องเที่ยวเป็นกลุ่มเข้ามาจะแน่นมาก ดังนั้นพระคุณเจ้า หรือเจ้าหน้าที่ที่ดูแลที่นี่จะไม่ค่อยให้มานั่งนานๆเท่าไหร่ ส่วนใหญ่คนจะเอาจีวรมาถวายให้ พระคุณเจ้าที่ดูแลก็จะนำมาเปลี่ยนให้พระพุทธเมตตาเลย (ดูตามรูปที่สองท่านกำลังเปลี่ยนจีวรให้พอดี) ผ้าที่ใช้ต้องนำมา 3 ผืน เป็น สบง จีวร และสังฆาฏิ สบงและจีวรมักเป็นผ้าเรียบๆไม่เล่นลายมาก ถ้าจะเน้นความสวยงามมักเล่นลายที่สังฆาฏิ ในส่วนสังฆาฏินี้จะนำมาพาดจากไหล่ด้านซ้ายลงมา ของบางคนเป็นผ้าลูกไม้ลายละเอียดสีทองปักพลอยเป็นประกายเข้ากับรัศมีด้านหลัง สวยงามดีค่ะ

DSCF5265 DSCF5576

The Bodhi tree 

ต้นพระศรีมหาโพธิ์ และแท่นวัชรอาสน์

ต้นปัจจุบันนี่ไม่ใช่ต้นเดิมที่พระพุทธเจ้าประทับในวันนั้นนะ เป็นต้นที่ 4 แล้ว จากแต่ก็เป็นหน่อจากต้นเดิมสืบต่อๆมา
ต้นแรก เรียกว่าเป็นสหชาติ คือเกิดวันเดียวกับที่พระพุทธเจ้าประสูติ อยู่มาได้ 352 ปี
ถูกทำลายโดยพระชายาของพระเจ้าอโศกเพราะความอิจฉาที่พระเจ้าอโศกดูแล สนใจ ต้นไม้นี้มากกกว่านาง
ต้นที่สอง Powered by พระเจ้าอโศกจากหน่อของต้นเดิม อายุประมาณเกือบ 900 ปี
ถูกทำลายโดยพระเจ้าศศางกาอย่างที่ได้เล่าไปข้างบน
ต้นที่สาม Powered by พระเจ้าปูรณวรมา เข้ามาตีทัพพระเจ้าศศางกาและนำหน่อต้นเดิมมาปลูกใหม่ ต้นนี้อายุประมาณ 1,278 ปี
เค้าว่ากันว่าล้มลงโดยอายุขัยของมันในสมัยที่อินเดียเป็นอาณานิคมอังกฤษ
**ต้นที่สี่ **คือต้นปัจจุบันนี้ Powered by นายพลเซอร์ อเล็กซานเดอร์ คันนิ่งแฮม พศ.2423 ครั้งนี้เขานำหน่อมาปลูกเพิ่มเป็น 3 ต้นกันเลย

DSCF5287 DSCF5281 DSCF5325 copy

ต้นโพธิ์นี้จะอยู่ทางด้านหลังของพระเจดีย์ ตอนเราไป ถึงแดดจะร้อนแต่มีลมเย็นๆพัดมาตลอด
และแปลกที่พอไปอยู่ใต้ต้นโพธิ์แล้วรู้สึกเย็นสบายมาก ต้นโพธิ์แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงากับผู้คนที่สวดมนต์ไหว้พระอยู่ด้านล่าง
แนะนำให้เตรียมบทสวดไปเองนะ ใครไม่ได้เอาไปก็ไปเดินจงกรมรอบๆก็ได้

ส่วนแท่นวัชรอาสน์จะอยู่ใต้ต้นโพธิ์ซึ่งถูกล้อมรอบด้วยกำแพง
คนส่วนใหญ่จะเอาหน้าผากมาแตะที่กำแพงแล้วหลับตา แล้วตั้งใจอธิษฐานด้วยจิตมุ่งมั่น
ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยพลังความเชื่อและความศรัทธา, ความสงบนิ่งและความเย็นของสายลม
พื้นหินอ่อนเย็นๆและร่มเงาต้นโพธิ์ทำให้เราสามารถนั่งอยู่ที่นี่ได้เป็นวันๆ

DSCF5388

The Faith

จะวรรณะหรือเชื้อชาติไหนก็ไม่มีใครแบ่งแยก ทุกคนมาที่นี่ด้วยความเลื่อมใสศรัทธาเหมือนกัน
บางคนสวดมนต์นั่งสมาธิ บางคนเดินจงกรม บางคนอ่านหลักธรรม ส่วนบางคนก็นั่งนิ่งๆตามองไปยังกิ่งก้านของต้นโพธิ์เหมือนในใจนั้นครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

DSCF5294DSCF5293 DSCF5316DSCF5391

โซนพระทิเบต

ออกไปด้านหลังจะเป็นโซนของพระทิเบต เวลาเขาสวดทำพืธีจะมีเครื่องดนตรีประกอบด้วย
ทั้งเครื่องเป่าที่ทำเสียงคล้ายๆปี่ และเครื่องตีที่ลักษณะคล้ายๆกลอง ฟังแล้วก็เพลินๆดีเหมือนกัน
รูปด้านล่างเป็น shot ที่เราชอบมาก เป็นรูปที่ลามะน้อย (ลามะเป็นศัพท์เรียกพระทิเบต) หันมาเห็นเราถ่ายรูปแล้วยิ้มให้
snap ทันพอดี : )
อยากจะเล่าเรื่องลามะอีกหน่อย แต่เดี๋ยวเก็บไว้เล่าตอนปิดท้ายดีกว่า

DSCF5449DSCF5419DSCF5434 DSCF5396DSCF5480 zIMG_2096-2

โซนพระไทย

พระไทยก็จะอยู่อีกโซนนึง แบ่งโซนกันเพราะสวดและทำพิธีคนละอย่างกัน
พระทิเบตจะทำพิธีกันช่วงกลางวัน ส่วนพระไทยจะทำพิธี สวดมนต์กันกันช่วงกลางคืน
ตอนกลางคืนเรามาเดินจงกลมที่นี่ ได้ยินเสียงพระไทยสวดมนต์กันด้วยความพร้อมเพรียง เสียงสวดนั้นไพเราะมากๆ
ดีที่เราพอรู้คำแปลของบทสวดมนต์บ้าง เลยอินได้ไม่ยากนัก แต่เราว่าแม้ไม่รู้คำแปล ก็คงรู้สึกอะไรบางอย่างได้อย่างแน่นอน

DSCF5581

พระจากที่อื่นๆ

zDSCF5495-2

จบแล้วสำหรับ Part อิ่มอกอิ่มใจ จากนี้จะมาดูโดยรอบกันบ้างละนะ

Local Market

มีขนมทอดของอินเดีย ไก่ทอดที่แค่จ่อที่ปากก็รู้สึกถึงรสเครื่องเทศที่อัดแน่น
กินเข้าไปก็รสชาติแบบที่คาดหวังไว้ เครื่องเทศเด็ดดวงสุดๆ มาอยู่กินที่นี่ซักเดือนใครไม่มีกลิ่นตัวออกเราก็ไม่รู้จะพูดไงละ

DSCF5513DSCF5515

ให้ถึงที่สุด

ที่นี่เขาจะใช้รองเท้ากันจนถึงที่สุด
พังแล้วก็เลือกที่จะซ่อมใหม่ก่อนจนกว่าจะซ่อมไม่ได้ถึงซื้อใหม่
(ไม่ก็เลือกที่จะขโมยตรงที่ถอดรองเท้าในวัดมหาโพธิ์เหมือนทีน้องเราโดนไป)

มีร้านซ่อมรองเท้าโลคอลที่พอหันกล้องไปก็ชูสองนิ้วให้เหมือนเดิม ตามสไตล์คนอินเดีย
โอ๊ยชอบจัง ประเทศที่ไม่ต้องมาคอยหลบกล้องหรือทำหน้าบูดใส่เวลาเราถ่ายรูปเนี่ย
เผลอๆเรียกไปถ่ายรูปตัวเองอีกตะหาก ช๊อบบชอบ
DSCF5521

วัดไทยอยู่ห่างจากวัดมหาโพธิ์ประมาณ 500 เมตร เราจึงเดินทางกันโดย Rickshaw ประมาณ 5 บาท 10 บาทเท่านั้น
เพลินนนน~

DSCF5402

Japanese Temple

วัดญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นก็เป็นอีกประเทศที่เข้ามาสร้างวัดที่นี่ตั้งแต่เมื่อรัฐบาลอินเดียได้เชิญชวนไป
เขาสร้างประพุทธรูปแบบญี่ปุ่นองค์ใหญ่มาก หันหน้าไปทางทิศตะวันออก
ภายในวัดมีพระพุทธรูปของบุคคลสำคัญทางศาสนาหลายองค์ เช่นพระอานนท์ พระอัสชิ
ตอนเราไปเป็นตอนเย็นที่พระอาทิตย์กำลังจะตกพอดี มองจากด้านหน้าเข้าไปเป็นภาพที่สวยงามมาก

DSCF5539

เด็กอินเดีย

ไหว้พระกันเสร็จแล้ว วัดปิดพอดี  กำลังจะออกมากันก่อนที่เขาจะปิดประตูวัดขังเราไว้ข้างใน

“มหาราจา มหาราจาา”

มองไปที่ต้นเสียงคือกลุ่มเด็กอินเดียที่มารวมตัวกันนั่งอยู่ตรงทางออก
เอาล่ะค่ะ ได้ยินกิตติศัพท์มากนักต่อนักว่ารอดยาก ให้เงินคนนึงมากันอีกเป็นโหลค่ะ ทั้งรุมทั้งอะไร น่ากลัวมากจากที่ได้ฟังมา
น้องๆพากันเรียกมหาราจา อาจารย์มหาราจากันใหญ่ เกิดมายังไม่เคยรู้สึกยิ่งใหญ่ขนาดนี้มาก่อนเลย ฮ่าๆ
เพื่อนเราเอาลูกอมที่เตรียมไว้ให้ไปก็ได้รอยยิ้มกลับมาอย่างที่เห็น เราเล่นกันอยู่แป๊บนึงและรู้สึกว่าพวกเขาน่ารักและดูมีความสุขดีจัง

แต่กว่าจะจากกันนี่ไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ว่าจะเดินไปไหนน้องก็เดินตามออกมากันทั้งโหลนั่นแหละ อารมณ์เหมือนแม่ไก่กับลูกเจี๊ยบ
ขึ้นริกชอว์แล้วก็ยังเดินตามอยู่ ตัวสุดท้ายที่หลุดออกไปได้นี่เกาะตามริกชอว์มาพักนึงเลย (ขอเรียกเป็นตัวนะมันน่ารักดี)

ขอบคุณสำหรับรอยยิ้มวันนั้นนะ

DSCF5565

กลับกันแล้วเดี๋ยวไม่ทันรถไฟ
นี่คือร้านตักบาตรที่อยู่ข้างในวัดไทยพุทธคยา และพี่ที่มาช่วยงานที่นี่ที่อุตส่าห์พาเราไปทัวร์รอบดึกและเล่าประวัติต่างๆให้เราฟัง
ก่อนออกมาก็ถวายปัจจัยหลวงพี่ไป เพราะที่พักนี่พักฟรี กินก็กินฟรี ดังนั้นใครที่มาที่นี่ก็ขอให้ถวายเป็นค่าน้ำค่าไฟหน่อยก็ดีนะคะ : )

DSCF5617

กว่าจะออกมาได้มัวแต่ยืดยาด มารู้ตัวอีกทีก็ออกช้าไปละ
รีบเรียก Auto ไปสถานีรถไฟแล้วให้ซิ่งแบบด่วนๆ ณ จุดๆนี้ ต้องขอบคุณป๊อปอีกทีที่สื่อสารกับคนอินเดียได้อย่างน่าเกรงขาม

“ใบย่า จะโรๆ”

คือ “พี่ๆรีบไปเร็วๆ” ได้ยินคำนี้จากป๊อปจนจำได้แล้ว แต่เสียงเรายังโหดไม่เท่า ยังต้องฝึกอีกเยอะถึงจะไปต่อรองอะไรกับพวกแขกได้ พวกนี้ถ้าเราไม่ข่มเขา เขาก็จะข่มเรา ป๊อปกล่าว

ทริปนี้ถ้าไม่มีป๊อปเราว่าเราโดนหลอกกระจาย โดนโกงกระจุยแน่นอน อย่างเราจะไปสู้ใครเขาได้ ยิ่งมานี่ยิ่งเข้าใจว่าสกิลเรายังไม่ถึง ดีนะไม่ตัดสินใจมาคนเดียว ป่านนี้เป็นไงก็ไม่รู้ ไม่อยากจะคิดเล๊ยย
DSCF5619

ขอบคุณที่หันมายิ้มให้กันตลอด

อยากให้ใครยิ้มให้ แค่หันกล้องไปหาเขา แค่นั้นเลย รู้จักเป็นนางแบบตั้งแต่เด็กเลยนะเราอ่ะ
แต่ขอบคุณหลายๆคนที่ทำให้เวลาเราหันกล้องไปหาแล้วก็เกิดเรื่องดีๆที่ทำให้เราได้จดจำ
บ๊ายบายพุทธคยา

DSCF5645 DSCF5646
  เรามาจบ Post นี้ด้วยเรื่องบันเทิงๆซักหน่อยดีกว่า
(มีภาษาไม่เหมาะสมคำไหนหลุดมาโปรดอภัย นี่สแกนออกไปจากสมุดบันทึกจริงบ้างแล้วนะ ฮ่าๆ)

LAMA

ลามะตามวิกิแปลว่า อาจารย์ผู้ที่น่านับถือทางจิตวิญญาณ  
ชุดที่ใส่ด้านในจะใส่เป็นเหมือนเสื้อแขนกุดโชว์กล้ามแขน จีวรเป็นสีแดงอิฐ ผ้าที่ใช้ห่มด้านนอกเป็นสีเหลืองส้มหรือแดงอิฐเช่นกัน
ตอนอยู่ในพิธีกรรมลามะน้อยจะห่มผ้าสีแดงอิฐ ลามะที่โตแล้วจะห้มสีเหลืองส้ม
ลามะหนุ่มๆทุกรูปที่เราเห็นจะหุ่นดีกันมาก แม้แต่มีอายุแล้วก็ยังคุมรูปร่างกันได้อยู่ ไม่มีรูปไหนที่อ้วนเลย
พอเราเดินไปตรงที่เขาพำนักกันก็ได้รู้ว่าทำไม เราเห็นเวลาเขาไหว้ เขาไหว้ไปทั้งตัว ยืนขึ้น คุกเข่า แล้วราบตัวลงไปด้านหน้า
กลับขึ้นมาคุกเข่า แล้วยืนขึ้น แล้วทำใหม่แบบนี้ไปเรื่อยๆ กล้ามเนื้อมันต้องแข็งแรงกันบ้างแหละ
อีกอย่างคือ เขาเล่นกีฬากันได้ โดยเฉพาะฟุตบอลเป็นกีฬาที่เราเห็นเขาเล่นกันบ่อยที่สุด คล่องแคล่วกันมากๆคร่ะ

พระลามะเขาจะมีความขี้เล่นกันมากๆ เราหันกล้องไปก็เล่นกล้องตลอด
อย่างรูปด้านล่างนี่คือถ่ายที่ด้านหน้าทางเข้า มีขบวนรถของพระทิเบตกำลังขับเข้ามา เรากำลังถ่ายรูปกลุ่มลามะที่นั่งอยู่ด้านบนหลังคารถ
เขาเห็นปุ๊บก็เล่นกล้องทันที ทั้งชูนิ้วทั้งโบกมือให้ แล้วพากันหันมาหัวเราะกันหมด เป็นโมเม้นท์ที่น่ารักดี

DSCF5525

ก่อนจะออกมา เราเห็นลามะรูปนี้หลับตาสวดมนต์อยู่ด้านข้างระหว่างทางเดินออกไปด้านนอก
เราเลยยกกล้องขึ้นมาถ่ายเอาไว้ ท่านลืมตาขึ้นมาเห็นพอดี หน้าท่านดูดุๆ เราเลยจะขอโทษแล้วรีบไป
แต่ท่านกวักมือให้เข้าไปหา เราก็เดินเข้าไปด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย ท่านหยิบๆอะไรบางอย่างในหนังสือที่วางอยู่ด้านข้างออกมา
มันคือใบของต้นพระศรีมหาโพธิ์  แล้วท่านก็ยื่นใบโพธิ์ใบนั้นให้ด้วยใบหน้ายิ้มๆ เรางี้หุบยิ้มไม่อยู่เลย
กล่าวขอบคุณท่านแล้วก็เดินออกมากัน
ใบโพธิ์ใบนั้นเราเอามาแปะไว้ในสมุดโน๊ต จนตอนนี้ก็ยังเก็บไว้อยู่ ขอบคุณมากๆนะคะ : )

DSCF5510

จบแล้วพุทธคยา เราสบายใจมากๆเลยที่ได้เดินทางมาที่นี่ เหมือนชีวิตช้าลงไปอีกนิดนึง
อยากจะอยู่นั่งสมาธิอีกซักหน่อยแต่ก็ต้องไปแล้ว เมืองต่อไปที่ต้องเผชิญเป็นเมืองที่แตกต่างกับที่นี่อย่างสิ้นเชิง
ทุกอย่างรวดเร็วและโกลาหลมากๆ เวลาจะเดินเร็วขึ้นละนะ, พาราณสี เมืองแม่น้ำสวย : )

Continue reading part3 @http://mithuna27.com/th/fall-for-ganga-river-varanasi/



Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *